ดัชนีความเชื่อมั่นฯ เดือนมิถุนายน ร่วง !
ส.ท.อ. เร่งรัฐบาลชุดใหม่ออกนโยบายกระตุ้นเศรษกิจ
วอนทบทวนขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ หวั่นกระทบ SMEs ปิดกิจการ
 

ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมประจำเดือนมิถุนายน 2562 ปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 94.5 จากเดิมระดับ 95.9 จากเดือนก่อนหน้า โดยเป็นการปรับตัวลดลง ในองค์ประกอบยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ ส่วนดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้ายังคงปรับตัวลดลง เนื่องจากผู้ประกอบการยังมีความกังวลว่าในรัฐบาลใหม่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้หรือไม่ รวมถึงความยืดเยื้อของสงครามการค้าและความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ดัชนีฯ เดือนมิถุนายน 2562 ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้า เนื่องจากความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้การดำเนินนโยบายภาครัฐ ในการใช้จ่ายงบประมาณชะลอตัว ส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการบริโภคภายในประเทศ ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งตัว เร่งให้รัฐบาลออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน และทบทวนเรื่องขึ้นค่าแรงขั้นต่ำใหม่ ทำให้โครงสร้างอัตราค่าแรงเสียทั้งระบบ

โดยผลการสำรวจความเชื่อมั่นผู้ประกอบการประจำเดือนมิถุนายน 2562 จำนวน 1,200 ราย ครอบคลุม 45 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แยกเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดย่อม อุตสาหกรรมขนาดกลาง และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ร้อยละ 26.5,37.8 และ 35.7 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ตามลำดับ แบ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมในภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ร้อยละ 36.4, 13.5, 12.4, 24.3 และ 13.4 ตามลำดับ และแบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรมที่เน้นตลาดในประเทศ และกลุ่มอุตสาหกรรมที่เน้นตลาดต่างประเทศ ร้อยละ 79.8 และ 20.2 ตามลำดับ

นอกจากนี้ปัญหาความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ความยืดเยื้อของสงครามการค้าและความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งนอกจากความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการจะปรับตัวลดลงแล้ว หลายหน่วยงานด้านเศรษฐกิจต่างปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2562 ลงด้วยเช่นกัน

สำหรับดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวลดลง อยู่ที่ระดับ 101.3 โดยลดลงจาก 102.9 ในเดือนพฤษภาคม เนื่องจากผู้ประกอบการมีความกังวลเกี่ยวกับกำลังซื้อในประเทศโดยเฉพาะในส่วนภูมิภาค ทั้งนี้รัฐบาลใหม่จะต้องเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการบริโภคและการใช้จ่ายภายในประเทศ รวมทั้งเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2562

ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ
ควรออกมาตรการดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่ามากกว่าประเทศคู่ค้า เพื่อให้การส่งออกของไทยสามารถแข่งขันได้ และควรพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อชะลอเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ

 

 

นายสุชาติ จันทรานาคราช รองประธานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการสายงานแรงงาน กล่าวเสริมว่า สภาอุตสาหกรรมฯ เสนอให้รัฐบาลพิจารณาการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำใหม่ ที่อาจส่งผลกระทบต่อ SMEs ถึงขั้นปิดกิจการลง เสนอให้ภาครัฐหันมาสนใจเรื่องการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน ผลักดันระบบการจ่ายค่าแรงตามทักษะ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเพิ่มผลิตภาพ Productivity อย่างเป็นระบบ และควรจัดตั้งศูนย์ข้อมูลแรงงาน (Big Data) เพื่อเป็นตัวช่วยในการเพิ่มกำลังคนทดแทน และย้ำชัดอีกว่าการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบทันทีนั้น ไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นได้ ผู้ได้รับผลประโยชน์ตัวจริงคือแรงงานต่างด้าวที่มีอยู่ทั่วประเทศกว่า 3 ล้านคน ไม่ใช่แรงงานไทย

จากกรณีดังกล่าว ส.อ.ท. ขอเสนอ “นโยบายค่าจ้างและการยกระดับคุณภาพแรงงานไทย” ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญ 3 เรื่องหลัก ดังนี้

1) การปรับอัตราค่าจ้าง การปรับค่าจ้างขั้นต่ำควรสัมพันธ์กับการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และสอดคล้องกับข้อกำหนดกฎหมาย (พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน) เช่น อัตราเงินเฟ้อ, อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ, ความสามารถของนายจ้าง, ความจำเป็นของลูกจ้าง และสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่อัตราเดียวทั่วประเทศ ทั้งนี้ให้พิจารณาตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดเป็นหลัก และเสนอให้พิจารณาปรับคณะกรรมการค่าจ้างไตรภาคีเป็นพหุพาคี (โดยมีผู้แทนจากภาคเอกชนที่สำคัญ เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นคณะกรรมการพิจารณาค่าจ้าง) นอกจากนี้ควรส่งเสริมให้นายจ้างและผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs มีค่าจ้างแบบกระบอกเงินเดือน (แท่งค่าจ้าง) โดยให้กระทรวงแรงงานสำรวจและจัดทำข้อมูลอ้างอิงให้กับผู้ประกอบการ รวมทั้งส่งเสริมให้ใช้อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานตามกำหนดของกระทรวงแรงงานอย่างทั่วถึง

2) การเพิ่มผลิตภาพแรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน ควรกำหนดให้การเพิ่มผลิตภาพแรงงานเป็นวาระแห่งชาติ (National Agenda) ควรส่งเสริมในเรื่องการ Re Skill และ Up Skill ให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานโดยให้มีแรงจูงใจจากภาครัฐ, จัดอบรมการ Up Skill หลักสูตรระยะสั้นในระดับกลางและระดับสูง (Hybrid Learning System) เพื่อให้บุคลากรมีความรู้เพิ่มพูนทักษะ, ส่งเสริมให้สถานประกอบการเพิ่มผลิดภาพ (Productivity) อย่างเป็นระบบ โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยโดยมีแรงจูงใจด้านภาษีที่เพิ่มขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดนโยบายการจัดสรรงบประมาณของภาครัฐเพื่อดำเนินโครงการเพิ่มผลิดภาพของประเทศโดยรวม, จัดตั้งหน่วยงานกลางร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อบูรณาการมาตรฐานฝีมือแรงงานให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และกำหนดแนวทางการรับรองหลักสูตรและมาตรฐานการพัฒนาฝีมือแรงงานของภาครัฐ (กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน) ให้ชัดเจน, ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตบุคลากรของประเทศ โดยขยายความร่วมมือภาคเอกชนและภาคการศึกษาในการปรับโครงสร้างหลักสูตรการศึกษาให้สามารถผลิตบุคลากรสอดคล้องกับตลาดแรงงาน รวมทั้งขยายให้บุคคลธรรมดานำค่าใช้จ่ายในการเพิ่มผลิตภาพแรงงานไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

3) การเพิ่มกำลังคนทดแทน เสนอให้วางระบบ Re -Employment สำหรับแรงงานสูงอายุ สร้างมาตรการจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ โดยให้ปฏิรูประบบค่าจ้างของประเทศเพื่อเป็นกลไกในการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน โดยการส่งเสริมการจ้างแบบยืดหยุ่น และหักค่าใช้จ่ายได้ตามค่าจ้างที่เป็นจริง พร้อมทั้งควรศึกษาความต้องการแรงงานและความจำเป็นแรงงานต่างด้าวสัญชาติอื่นๆ เพื่อทดแทนแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ (กัมพูชา ลาว และเมียนมา) ส่งเสริมการนำแรงงานนอกระบบ อาทิ แรงงานชายขอบ เข้าสู่ระบบการทำงานและการจ้างงาน, จัดตั้งศูนย์ข้อมูลแรงงาน (Big Data) ของกระทรวงแรงงาน โดยให้กระทรวงแรงงาน (จัดหางานจังหวัด) และหอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรมจังหวัด ร่วมจัดทำการสำรวจความต้องการแรงงานในแต่ละพื้นที่ อาทิ จัดทำฐานข้อมูลบัณฑิต (ปริญญาตรี) โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฏ และมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลต่างๆ เพื่อหาวิธีการส่งเสริมให้มีงานทำและรายได้ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด” นายสุชาติ กล่าว

X
X